แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกร็ดความรู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกร็ดความรู้ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555

DIY การนำรากหรือกิ่งไม้มาทำที่ปลูกกล้วยไม้

การจะปลูกไม้นิ้วให้งามนอกจากใช้กระถางไม้ กระถางพลาสติกแล้วเรายัง
ประหยัดได้จากการใช้วัสดุเหลือใช้นำมาประยุกต์เพื่อลดค่าใช้จ่าย

เริ่มจากซื้อลวด เบอร์ 12 ขนาด 2.67 มม แบบชุบกันสนิม ราคา ก.ก. ละ 
35-50 บาท หาซื้อได้ที่ร้านขายวัสดุก่อสร้าง ร้านใหญ่ๆหน่อย
นำมาตัดให้ยาว 40 ซม ดังรูป



จากนั้นจึงหารากไม้หรือกิ่งไม้เนื้อแข็ง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 ซม
นำมาตัดด้วยเลื่อยให้มีความยาว 30 ซม จากนั้นเจาะด้วยสว่านขนาดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 มม จำนวน 2 รูห่างกัน 4 ซม




วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การแบ่งแยกสายพันธุ์กล้วยไม้

สายพันธุ์กล้วยไม้ต่างๆ เราได้พยายามรวบรวมรูป ลักษณะสายพันธุ์ วิธีการปลูกเลี้ยง เพื่อให้ทุกท่านได้ใช้เป็นความรู้เพื่อการต่อยอดในการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ให้สวยงาม การผสมพันธุ์ให้ได้สายพันธุ์ที่ดีขึ้น ไม่ว่าท่านจะปลูกเลี้ยงเพื่องานอดิเรกหรือเป็นสวนกล้วยไม้ปลูกเพื่อจำหน่าย
กล้วยไม้เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว มีทั้งที่ชอบความชุ่มชื้นและที่ทนแล้ง ให้ดอกที่มีสีสันสวยงามแปลกตา มีขนาด รูปร่างและลักษณะหลากหลายเป็นอันมาก เป็นพืชที่มีวิวัฒนาการและการปรับตัวอย่างสูงในหลายรูปแบบ เช่น สามารถเก็บน้ำและอาหารไว้ในส่วนต่างๆ ของลำต้นเพื่อใช้ในภาวะวิกฤติ สามารถพัฒนาอวัยวะที่เกี่ยวกับการ ผสมเกสรให้เหมาะสมกับพาหะต่างๆ อีกทั้งยังสามารถสืบพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ ทำให้ สามารถกระจายพันธุ์ได้ในทุกภูมิภาคของโลกดำรงชีวิตอยู่รอดและเจริญเผ่าพันธุ์ได้แม้ในสภาพธรรมชาติ วิกฤติที่ไม่เอื้ออำนวยต่อพืชชนิดอื่น ลักษณะภายนอกของกล้วยไม้ เป็นสิ่งที่สำคัญ เพียงพอสำหรับการจำแนกกล้วยไม้ออกจากพืชวงศ์อื่น เนื่องจากมีหลายๆ ลักษณะที่โดดเด่นและแตกต่าง จากพืชชนิดอื่นๆ อย่างชัดเจน อาทิ รูปทรงของลำต้น ใบ ดอก ทั้งส่วนประกอบ ขนาด รูปร่าง สี และกลิ่น รูปร่าง ของฝัก เมล็ดที่มีขนาดเล็กเป็นฝุ่น ตลอดจนระบบราก หรือแม้แต่ถิ่นอาศัย ฯลฯ ที่ล้วนแต่แตกต่างกันไปนั้น สามารถใช้เป็นลักษณะสำคัญในการจำแนกกล้วยไม้ ออกจากพืชวงศ์อื่นได้อย่างชัดเจน

การแบ่งกลุ่มกล้วยไม้ตามลักษณะที่ขึ้นอยู่ในสภาพธรรมชาติ

กล้วยไม้ไทยสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มตาม สถานที่ขึ้นอยู่อย่างง่ายๆ ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มกล้วยไม้อิงอาศัย (epiphytic orchids) ซึ่งมี จำนวนประมาณ 65% ของกล้วยไม้ทั้งหมด ได้แก่ กล้วยไม้สกุลหวาย (Dendrobium spp.) สกุลหวายแดง (Renanthera spp.) สกุลฟ้ามุ่ย (Vanda spp.) ฯลฯ และกลุ่มกล้วยไม้ดิน (terrestrial orchids) ประมาณ 35% อาทิ สกุลปัดแดง (Habenaria spp.) สกุลเอื้องสีลา (Tainia spp.) สกุลนกคุ้มไฟ (Anoectochilus spp.) สกุลเอื้องดินใบหมาก (Spathoglottis spp.) นอกจากนี้ในกลุ่มของกล้วยไม้ดินยังสามารถจำแนกย่อยเฉพาะออกไปได้อีกเป็น กล้วยไม้กินซาก (saprophytic orchids) เช่น สกุลเถาวัลย์พันดง (Galeola spp.) สกุลกล้วยปลวก (Aphyllorchis spp.) นอกจากนี้และยังพบกล้วยไม้ที่ขึ้น บนหิน (lithophytic orchids) ซึ่งมีทั้งที่เป็นกล้วยไม้ดินและกล้วยไม้อิงอาศัย เช่น สกุลม้าวิ่ง (Doritis spp.) ฯลฯ การที่กล้วยไม้สามารถขึ้นอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่ แตกต่างกันนี้ เนื่องจากมีวิวัฒนาการ และการปรับตัว ได้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมนั้นๆ มาเป็นเวลานาน จึงมี ระบบราก ลำต้น ใบ ดอก ฝัก เมล็ด ตลอดจนลักษณะ การเจริญเติบโตฯลฯ ที่ผิดแผกแตกต่าง
การแบ่งกลุ่มกล้วยไม้ตามลักษณะการเจริญเติบโตกล้วยไม้สามารถจัดแบ่งตามลักษณะการเจริญเติบโตของลำต้น ได้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีการเจริญทางยอด และกลุ่มที่มีการเจริญทางข้าง
  • กลุ่มที่มีการเจริญทางยอด (monopodial) ได้แก่ ชนิดที่มีลำต้นชัดเจนแล้วเจริญขยายทางปลายยอดด้านเดียว อาทิ สกุลเข็ม (Ascocentrum spp.) สกุลกุหลาบ (Aerides spp.) สกุลพญาไร้ใบ (Chiloschista spp.) สกุลตีนเต่า (Gastrochilus spp.) สกุลหวายแดง (Renanthera spp.) สกุลไอยเรศ (Rhynchostylis spp.) สกุลเสือโคร่ง (Staurochilus spp.) และสกุลพลูช้าง (Vanilla spp.) ที่มีลำต้นยืดยาวออกไปได้หลายสิบเมตร ก็เจริญเติบโตด้วยวิธีนี้
  • กลุ่มที่มีการเจริญทางข้าง (sympodial) ได้แก่ กล้วยไม้ที่มีเหง้า ส่วนทอดเลื้อยหรือไหล เมื่อต้นเจริญเต็มที่แล้ว ก็สามารถแตกต้นใหม่หรือหน่อใหม่จากโคนกอหรือตามลำข้อ อาทิ สกุลหางแมงเงา (Appendicula spp.) สกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) สกุลน้ำต้น (Calanthe spp.) สกุลกะเรกะร่อน (Cymbidium spp.) สกุลหวาย ( Dendrobium spp.) และว่านเพชรหึง (Grammatophyllum speciosum) ที่มีลำต้นใหญ่คล้ายลำอ้อย ฯลฯ

    ราก
    เป็นลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งของกล้วยไม้ที่แตกต่างจากพืชชนิดอื่นชัดเจน โดยรากของกล้วยไม้มีลักษณะอวบน้ำ ส่วนใหญ่ที่เป็นรากอากาศนั้นจะไม่มีรากฝอย แต่มักมีเนื้อเยื่อหุ้มด้านนอกหนาคล้ายเป็นนวม เรียกว่า เวลาเมน (velamen) ซึ่งประกอบด้วยส่วนเนื้อเยื่อของเซลล์ที่ตายแล้ว มีลักษณะคล้ายฟองน้ำ จึงสามารถดูดซับน้ำและแร่ธาตุ เข้าไปยังภายในเซลล์ของรากกล้วยไม้ได้ สามารถช่วยป้องกันการระเหยของน้ำในรากและการผ่านเข้าออกของ จุลินทรีย์ ซึ่งลักษณะของรากแบบนี้จะพบได้ทั้งในกล้วยไม้อิงอาศัยและกล้วยไม้ดิน นอกจากนี้ รากของกล้วยไม้ยัง
    สามารถพัฒนาไปทำหน้าที่อื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่น การยึดเกาะ การดูดซับน้ำและความชื้นในอากาศ การสะสมอาหาร การสังเคราะห์อาหารด้วยแสง และเปลี่ยนเป็นหัวใต้ดินหรือไหลช่วยในการขยายพันธุ์


กล้วยไม้มีระบบรากคล้ายกับพืชใบเลี้ยงเดี่ยวทั่วไป แต่ได้มีการปรับตัวให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิต สภาพ แวดล้อม และถิ่นอาศัยที่กล้วยไม้นั้นขึ้นอยู่ อาทิ กล้วยไม้ดินบางชนิดมีรากช่วยสะสมอาหาร เช่น สกุล ว่านแผ่นดินเย็น (Nervilia spp.) สกุลนางอั้ว (Habenaria spp.) และสกุลนางตาย (Peristylus spp.) ฯลฯ หรือที่มีลักษณะเป็นหัวใต้ดิน คล้ายเหง้าหรือไหล ได้แก่ว่านจูงนาง (Geodorum spp.) บางชนิดในสกุลว่านช้างผสมโขลง (Eulophia spp.) และบางชนิดมีรากแตกออกเป็นกระจุกที่โคนลำต้น เช่น สกุลรองเท้านารี (Paphiopedilum spp.) และสกุลเอื้องสีลา (Tainia spp.) ฯลฯ

รากของกล้วยไม้อิงอาศัยเป็นรากอากาศ ไม่มีหน้าที่ในการสะสมอาหาร ทำหน้าที่หลักสำหรับการเกาะยึด แลกเปลี่ยนก๊าซ เพื่อการหายใจและช่วยทำหน้าที่สังเคราะห์อาหารด้วยแสง เช่น สกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) สกุลเอื้องหมาก (Coelogyne spp.) สกุลหวาย (Dendrobium spp.) ฯลฯ หลายชนิดมีรากอากาศแข็งแรง แตกออกเดี่ยวๆ ตามข้อใกล้โคนต้น ช่วยหยั่งยึดและพยุงลำต้น เช่น สกุลเข็ม (Ascocentrum spp.) สกุลไอยเรศ (Rhynchostylis spp.) สกุลเสือโคร่ง (Staurochilus spp.) สกุลฟ้ามุ่ย (Vanda spp.) นอกจากนี้ยังมีอีกหลายชนิดที่มีลำต้นและใบลดรูป มีเพียง รากที่ทำหน้าที่หลักทุกอย่าง ทั้งการยึดเกาะ สร้างอาหาร ดูดซับความชื้น และแลกเปลี่ยนก๊าซ ได้แก่ สกุลพญาไร้ใบ (Chiloschista spp.) และสกุลเอื้องตีนตืด (Taeniophyllum spp.) ฯลฯ

ลำต้นหรือลำลูกกล้วย
กล้วยไม้หลายชนิด ได้ปรับโครงสร้างลำต้นให้เหมาะสมสำหรับการพยุงลำต้น การเก็บสะสมน้ำและอาหารเพื่อใช้ในสภาวะวิกฤติ โดยมีลำต้นโป่งพองหรือคล้ายอวบน้ำ เรียกว่า “ลำลูกกล้วย” (pseudobulb) และอวัยวะส่วนนี้เป็นส่วนที่ต้องเผชิญหรือสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมนานาประการโดยตรง จึงต้องมีการปรับตัวให้เหมาะสม โดยพัฒนาเนื้อเยื่อภายในเป็นใยยาวและเหนียวหรือเป็นเสี้ยน ให้มีความแข็งแรงและความยืดหยุ่นเหมาะสม กับที่ต้องถูกพัดด้วยแรงลม และให้สามารถทำหน้าที่สะสมน้ำและอาหารได้ ส่วนบริเวณผิวนอกจะมีไขเคลือบหนา เพื่อลดการสูญเสียน้ำ และส่วนใหญ่มีสีเขียวของคลอโรฟีลล์ ทำให้สามารถสังเคราะห์ อาหาร ด้วยแสงได้อีกด้วย ลำต้นกล้วยไม้มีความผิดแผกกันไปทั้งขนาดและรูปร่าง ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดพันธุ์และสภาพแวดล้อม ที่กล้วยไม้นั้นขึ้นอาศัยอยู่ กล้วยไม้ไทยบางชนิดมีขนาดลำต้นเล็กเพียงประมาณ 1-2 มิลลิเมตร อาทิ สิงโตไข่ปลา (Bulbophyllum moniliforme) และเอื้องไข่ปลาดุก (Bulbophyllum subtenellum) หรือที่มีลำลูกกล้วยคล้าย รูปน้ำเต้าทรงสูง เช่น เอื้องข้าวเหนียวลิง (Calanthe rosea) หรือเป็นข้อๆ ต่อกันชัดเจน เช่น เอื้องลำต่อ (Pholidota articulata) จนถึงขนาดลำต้นยาว 2-5 เมตร เช่น ว่านเพชรหึงหรือหางช้าง (Grammatophyllum speciosum) ซึ่งแตกลำ เป็นกอใหญ่ขึ้นอยู่ตามคาคบไม้และจัดว่าเป็นกล้วยไม้ที่มีขนาดลำต้นใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังมีกล้วยไม้ ที่มีลำต้นเป็นเถาเลื้อยยาวได้ถึง 10-30 เมตร ได้แก่ พลูช้าง (Vanilla siamensis) กล้วยไม้ดินที่ไม่มีหัวหรือเหง้าสะสมอาหาร มักจะมีส่วน ลำต้นสั้น ไม่อวบอ้วน มีใบแผ่กว้างเพื่อเพิ่มพื้นที่รับแสง เช่น สกุลนกคุ้มไฟ (Anoectochilus spp.) และว่านน้ำทอง (Ludisia discolor) หลายชนิดมีลำต้นใต้ดินหรือเหง้า สำหรับการสะสมน้ำและอาหาร เช่น สกุลว่านจูงนาง (Geodorum spp.) และสกุลช้างผสมโขลง (Eulophia spp.) และอีกหลายๆ สกุลมีลำต้นอวบอ้วนเป็นลำลูกกล้วย เช่น สกุลเอื้อง น้ำต้น (Calanthe spp.) สกุลเอื้องลำไห (Plocoglottis spp.) สกุลเอื้องสีลา (Tainia spp.) สกุลเอื้องดินลาว (Spathoglottis spp.) และว่านพร้าว (Anthogonium gracile)  ส่วนชนิดที่ลำต้นสูงเรียว มีโครงสร้างที่เป็นแกนภายในประกอบ ด้วยเส้นใยยาวเหนียวหรือเป็นเสี้ยนที่ช่วยเสริมให้ลำต้น ยืดหยุ่นและ แข็งแรง ได้แก่ เอื้องดินใบไผ่ (Arundina graminifolia) เอื้องลิลา (Corymborkis veratrifolia) และสกุลเอื้องพร้าว (Phaius spp.) ฯลฯ
กล้วยไม้อิงอาศัยไม่มีรากหรือเหง้าที่ช่วยสะสมอาหาร แต่มีส่วนของลำต้นได้ช่วยทำหน้าที่นี้ จึงมัก อวบป่อง เป็นลำลูกกล้วยหรือลำยาวอวบอ้วน เช่น สกุลเอื้องหมาก (Coelogyne spp.) สกุลหวาย (Dendrobium spp.) สกุลก้านก่อ (Eria spp.) และโดยเฉพาะในสกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) หลายชนิดมีลำลูกกล้วยหลายลูกชัดเจนและ มีไหลเชื่อมต่อกัน
ใบและการเรียงตัวของใบ
หน้าที่หลักของใบ คือ การสังเคราะห์อาหารด้วยแสง ตลอดจนแลกเปลี่ยนก๊าซที่เกิดขึ้น ขณะดำเนินกระบวนการต่างๆ ภายในต้น ดังนั้นใบของกล้วยไม้ส่วนใหญ่จึงมีสีเขียวของรงควัตถุ คลอโรฟีลล์ และมีลักษณะที่ผ่านการปรับตัวขั้นสูงเพื่อช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพในหลายๆ ด้าน เช่น มีใบที่อวบหนาเพื่อเก็บสะสมน้ำ ไว้ใช้อย่างเพียงพอและมีสารไขเคลือบหนาที่ผิวใบเพื่อช่วย ลดการคายน้ำ นอกจากนี้ กล้วยไม้ยังสามารถสังเคราะห์อาหาร ด้วยแสงได้โดยวิธีพิเศษ คือวิธี Crassulacean acid metabolism (CAM) กล้วยไม้ดินบางกลุ่มที่ขึ้นอยู่ตามที่ร่มชื้นหรือป่าดงดิบที่มีแสงน้อย จะเพิ่มพื้นที่รับแสงโดยมีแผ่นใบกว้าง มีลวดลายและสีสันผิดแผกไป เช่น สกุลนกคุ้มไฟ (Anoectochilus spp.) ว่านน้ำทอง (Ludisia discolor) และนางลับแล (Mischobulbum wrayanum) ฯลฯ
ใบของกล้วยไม้มีรูปร่างต่างๆ หลายรูปแบบ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนที่สำคัญคือ แผ่นใบ และกาบใบ
แผ่นใบ (leaf blade) มีหลายรูปแบบและหลายลักษณะ ทั้งที่เป็น แผ่นบางซึ่งส่วนใหญ่พบในกลุ่มกล้วยไม้ดิน หรือเป็นแผ่นหนา อวบน้ำ เช่น สกุลเขี้ยวแก้ว (Trias spp.) หรือคล้ายแท่งกลม เช่น สกุลงูเขียว (Luisia spp.) สกุลเอื้องโมกข์  (Papilionanthe spp.) และหลายๆชนิดในสกุลก้างปลา (Cleisostoma spp.) หรือเป็นแผ่นกว้างแผ่ และค่อนข้างหนาเหนียว ซึ่งพบในกล้วยไม้ทั่วไป เช่น เอื้องแมลงปอ (Arachnis flosaeris) และสกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) หรือใบลดรูปมีขนาดเล็กเป็นเส้น เช่น สกุลพญาไร้ใบ (Chilochista spp.) กล้วยไม้ส่วนใหญ่มีใบสีเขียวแต่ในกล้วยไม้ดินบางสกุลมีใบ สีเข้มเกือบดำ เช่น สกุลนกคุ้มไฟ (Anoectochilus spp.) ว่านน้ำทอง (Ludisia discolor) หรือใบสีน้ำตาลอ่อนอมเขียว เช่น สกุลนางแอบ (Nephelaphyllum spp.) กล้วยไม้หลายๆ ชนิดมีการทิ้งใบเป็นช่วงสั้นๆ ในฤดูแล้ง หรือในระยะให้ดอก เช่น สกุลเอื้องสีลา (Tainia spp.) สกุลเอื้องน้ำต้น (Calanthe spp.) สกุลหวาย (Dendrobium spp.) และอีกหลายๆชนิดมีใบปรากฏอยู่ตลอดปี แต่กล้วยไม้กินซาก จะไม่มีใบหรือลดรูปจนสังเกตได้ไม่ชัดเจน การเรียงตัวของเส้นใบ ส่วนใหญ่เกือบจะทั้งหมดเป็น แบบเส้นขนานแต่มีหลายชนิดที่เป็นแบบร่างแหชัดเจน โดยเฉพาะ กล้วยไม้ดิน เช่น สกุลนกคุ้มไฟ (Anoectochilus spp.) สกุลประกายพรึก (Cheirostylis spp.) และว่านน้ำทอง (Ludisia discolor) ฯลฯ กาบใบ (leaf sheath) คือส่วนหนึ่งของใบที่อยู่ต่อจากแผ่นใบ ทำหน้าที่ห่อหุ้ม ป้องกันลำต้นและยึดใบไว้กับลำต้น บางชนิดหลุดร่วงไปเมื่อใบสมบูรณ์เต็มที่ บางชนิดก็มีปรากฏอยู่จนกระทั่งใบร่วง จำนวนใบที่พบส่วนใหญ่มีหลายใบ ออกเรียงสลับกันตลอดลำต้นและแน่นทางปลายยอด เช่น สกุลหวาย (Dendrobium spp.) หรือบางชนิดมีเพียงใบเดียวต่อหนึ่งยอดซึ่งมักจะพบในกล้วยไม้ที่มีขนาดเล็ก เช่น สกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) บางสกุลมี 2 ใบต่อหนึ่งยอด เช่น สกุลเอื้องหมาก (Coelogyne spp.) บางสกุลมีใบ 3-5 ใบ เช่น สกุลก้านก่อ (Eria spp.) ฯลฯ
ช่อดอกและการเรียงตัวของดอก
เมื่อเจริญสมบูรณ์เต็มที่ กล้วยไม้จะสร้างดอกเพื่อสืบพันธุ์ จุดที่ช่อดอกแตกออกมานั้น มีทั้งจากปลายยอด จากซอกใบใกล้ปลายยอด จากข้อตามลำต้น หรือที่โคนข้างลำต้น ช่อดอกมีทั้งที่เป็นช่อหรือดอกเดี่ยว ลักษณะ ช่อดอกมีทั้งตั้งขึ้นจนถึงห้อยลง กล้วยไม้ดินโดยส่วนใหญ่จะออกดอกเป็นช่อจากปลายยอด ได้แก่ สกุลนางอั้ว (Habenaria spp.) สกุลรองเท้านารี (Paphiopedilum spp.) สกุลนางอั้วสาคริก (Pecteilis spp.) สกุลนางตาย (Peristylus spp.) ที่ออกดอกตามข้อใกล้ปลายยอด อาทิ เอื้องลิลา (Corymborkis veratrifolia) บางชนิดในสกุลเอื้องพร้าว (Phaius spp.) หรือบางชนิดออกดอกจากโคนลำต้นหรือข้างลำลูกกล้วย เช่น สกุลนกแก้วปากหงาย (Acanthephippium spp.) สกุลเอื้องน้ำต้น (Calanthe spp.) และสกุลเอื้องสีลา (Tainia spp.) ฯลฯ กล้วยไม้อิงอาศัยที่มีการเจริญทางยอด ส่วนใหญ่แตกช่อดอกออกตามข้อ โดยออกตรงข้ามกับใบ เช่น สกุลงูเขียว (Luisia spp.) สกุลเอื้องแมงมุม (Thrixspermum spp.) หรือออกตามซอกใบ เช่น สกุลเข็ม (Ascocentrum spp.) สกุลฟ้ามุ่ย (Vanda spp.) กล้วยไม้อิงอาศัยที่มีการเจริญทางข้าง จะแตกช่อดอกได้หลายจุด เช่น ออกเป็นช่อจากโคนลำลูกกล้วย ได้แก่ สกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) สกุลกระสวย (Panisia spp.) สกุลกะเรกะร่อน (Cymbidium spp.) ฯลฯ หรือที่เป็นดอกออกเดี่ยวๆ จากโคนลำลูกกล้วย เช่น บางชนิดในสกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) หรือออกดอกเดี่ยวๆ  หรือเป็นช่อตามข้อใกล้ปลายยอดหรือที่ปลายยอด เช่น สกุลเอื้องหมาก (Coelogyne spp.) สกุลเอื้องกว่าง (Epigeneium spp.) สกุลเอื้องลำต่อ (Pholidota spp.) สกุลหวาย (Dendrobium spp.) และสกุลก้านก่อ (Eria spp.)
ลักษณะช่อดอกส่วนใหญ่เป็นแบบช่อกระจะ (raceme) เช่น สกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) สกุลประกายพรึก (Cheirostylis spp.) สกุลกะเรกะร่อน (Cymbidium spp.) สกุลหวาย (Dendrobium spp.) และสกุลแมงมุม (Thrixspermum spp.) หรือช่อแยกแขนง (panicle) เช่น บางชนิดในสกุลช้างดำ (Pomatocalpa spp.) บางชนิดในสกุลเอื้องจิ๋ว (Schoenorchis spp.) หรือช่อดอกคล้ายรูปพัดซึ่งพบในสกุลพัดโบก (Cirrhopetalum spp.) หรือช่อเป็นกระจุกแน่น (capitulum, head) เช่น บางชนิดในสกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) สกุลว่านจูงนาง (Geodorum spp.) หรือที่เป็นดอกเดี่ยว เช่น สิงโตสยาม (Bulbophyllum siamense) ฯลฯ
ดอก
กล้วยไม้เป็นพืชสมบูรณ์เพศ (hermaphrodite) มีทั้งเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ลักษณะดอกกล้วยไม้ เป็นส่วนประกอบสำคัญที่สุดที่ใช้ในการจำแนกหรือตรวจหาชื่อวิทยาศาสตร์ของกล้วยไม้ แต่ละชนิด ถึงแม้ว่าจะมีความหลากหลายทั้งในด้านสีสัน รูปร่าง ขนาด และกลิ่น ฯลฯ แต่โครงสร้างที่เป็นส่วน ประกอบหลักของดอกกล้วยไม้จะคล้ายคลึงกัน
กล้วยไม้ส่วนใหญ่มีแมลงเฉพาะชนิดเป็นพาหะในการถ่ายละอองเรณูและผสมเกสร มีทั้งผึ้ง ผีเสื้อกลางวัน ผีเสื้อกลางคืน แมลงปีกแข็ง และยุง ฯลฯ จึงมีการปรับตัวเพื่อให้พาหะเหล่านั้นเข้ามาผสมเกสรได้โดยง่าย นอกจากลักษณะโดยทั่วไปแล้ว รูปร่าง สี กลิ่นและการสร้างน้ำหวานในดอก ตลอดจนการปรับองศาของดอก ให้ตั้งในระดับต่างๆ ล้วนเป็นวิวัฒนาการอย่างสูงของกล้วยไม้ เพื่อให้แมลงเฉพาะชนิดมาผสมเกสรได้อย่างเหมาะ
ภาพลักษณะและส่วนประกอบของดอกกล้วยไม้ :

ส่วนประกอบที่สำคัญของดอกกล้วยไม้ได้แก่:
  • กลีบเลี้ยง (sepal) คือกลีบที่อยู่ชั้นนอกสุดหรือด้านหลังสุด ทำหน้าที่ห่อหุ้มส่วนประกอบอื่นของดอกไว้ ขณะที่ดอกตูม โดยส่วนใหญ่แล้ว กลีบเลี้ยงของกล้วยไม้มีจำนวน 3 กลีบ รูปร่างและสีสันค่อนข้างคล้ายคลึงกัน ยกเว้นในกลุ่มรองเท้านารีมีกลีบเลี้ยง 2 กลีบ
  • กลีบดอก (petal) คือวงกลีบชั้นในถัดจากกลีบเลี้ยง จำนวน 3 กลีบ มีกลีบหนึ่งเปลี่ยนรูป และสีสันแตกต่าง ออกไป เรียกว่า กลีบปากหรือกลีบกระเป๋า (lip, labellum) มักพบกลุ่มเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่สร้างสารให้กลิ่น หรือผลิตน้ำหวานจะอยู่ที่ส่วนฐานของกลีบปากนี้
  • เส้าเกสร (column) เป็นส่วนประกอบที่อยู่ตรงกลางดอก เกิดจากการหลอมรวมกันของก้านเกสรเพศผู้ และ ก้านเกสรเพศเมีย ตำแหน่งของกลุ่มเรณู (pollinium) อยู่ด้านบน และยอดเกสรเพศเมีย (stigma) ที่ส่วนใหญ่ เปลี่ยนลักษณะแผ่ออกเป็นแอ่งใสและ เหนียวอยู่ด้านหน้าโดยมีจงอยเล็ก (rostellum) เป็นส่วนกั้น ในกล้วยไม้บางกลุ่ม เช่น สกุลหวาย (Dendrobium spp.) หรือสกุลก้านก่อ (Eria spp.) ส่วนโคนของเส้าเกสรจะยืดยาวออกไปอย่างชัดเจน ที่เรียกว่า “column foot”
  • จงอยเล็ก (rostellum) คือจงอยเกสรเพศเมีย ทำหน้าที่กั้นแบ่งเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียไม่ให้เกิดการถ่าย เรณูในต้นเดียวกัน (self-pollination) และมีการปรับตัวเป็นพิเศษในธรรมชาติ คือ หากดอกไม่ได้รับการผสมหรือ ถ่ายเรณูข้ามดอก (cross-pollination) ในช่วงสุดท้ายเมื่อดอกใกล้โรย จงอยส่วนนี้จะเหี่ยวลงอย่างรวดเร็ว จนกลุ่มเรณู สัมผัสกับยอดเกสรเพศเมียและเกิดการผสมในดอกเดียวกันได้
  • เกสรเพศผู้ (stamen) ประกอบด้วย กลุ่มเรณู (pollinium) และฝาครอบกลุ่มเรณู (anther cap, operculum)
    กลุ่มเรณู (pollinium) คือลักษณะละอองเรณูของเกสรเพศผู้ที่อยู่รวมกัน คล้ายก้อนขึ้ผึ้ง รูปร่างอาจเป็นรูปกลม รูปรี คล้ายถุงบางใสหรือขาวขุ่น หรือเป็นเกล็ดเล็กๆจำนวนมาก ติดอยู่บนก้านรองกลุ่มเรณูสั้นๆ (stipe) หรือ บางชนิดไม่มีก้าน เช่น ในสกุลหวาย (Dendrobium spp.) ส่วนใหญ่ที่ปลายก้านจะมีติ่งเหนียว (viscidium) ติดอยู่ ทำหน้าที่คล้ายกาวช่วยยึดกลุ่มเรณูให้สามารถเกาะติดกับพาหะถ่ายเรณู (pollinator) ได้โดยง่าย กลุ่มเรณู โดยทั่วไปจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มบนก้านรองสั้นๆ เรียกรวมๆว่า ชุดกลุ่มเรณู (pollinaria)
  • ฝาครอบกลุ่มเรณู (anther cap, operculum) คือส่วนประกอบที่อยู่บนสุดของเส้าเกสร ทำหน้าที่บังหรือห่อหุ้ม
    กลุ่มเรณู ทำให้เกิดการผสมได้อย่างมีประสิทธิภาพเฉพาะพาหะที่เหมาะสมโดยสามารถเปิดได้ เมื่อมีสิ่งแปลกปลอม หรือแรงจากภายนอกมากระทบ
  • เกสรเพศเมีย (pistil) ประกอบด้วยส่วนของยอดเกสรเพศเมียและรังไข่ โดยยอดเกสรเพศเมีย (stigma) เป็นแอ่งขนาดเล็กโดยทั่วไปมีลักษณะผิวฉาบบางๆ ด้วยน้ำหวานที่มีลักษณะใสเหนียว อยู่บริเวณด้านหน้าของเส้าเกสร
  • รังไข่ (ovary) อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าส่วนของวงกลีบดอก (inferior ovary) หรืออยู่ด้านหลังส่วนใหญ่ มีลักษณะแคบยาวโดยฝังตัวอยู่ใน ก้านดอกใกล้กับโคนดอก
  • ก้านดอก (peduncle) คือส่วนที่ทำหน้าที่ชูดอกและยึดดอกย่อยให้ติดกับก้านช่อดอก กล้วยไม้บางชนิด ไม่มีก้านดอก หรือขนาดสั้นมากจนดูไม่คล้ายเป็นก้านดอกฝักและเมล็ด

    เมื่อไข่ได้รับการปฏิสนธิแล้ว รังไข่จะเจริญเป็นผล ผลของกล้วยไม้เรียกว่า ฝัก (pods) ซึ่งมีรูปร่างหลากหลาย ทั้งรูปทรงกระบอกยาว รูปกลม รูปไข่หรือรูปรี เมื่อยังอ่อนจะมีสีเขียว และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อฝักแก่ เมื่อแห้งหรือแก่จัดจะแตกออกตามยาว การติดฝักหรือที่เรียกว่าถือฝักของกล้วยไม้นั้นจะมีช่วงยาวนานไม่เท่ากัน เช่น สกุลเอื้องดินใบหมาก (Spathoglottis spp.) ประมาณ 1-2 เดือน สกุลหวาย (Dendrobium spp.) และสกุลเอื้องพร้าว (Phaius spp.) 4-12 เดือน สกุลฟ้ามุ่ยและสามปอย (Vanda spp.) 16-18 เดือน ฯลฯ
    จากปัจจัยสิ่งแวดล้อมต่างๆ เป็นสาเหตุให้กล้วยไม้ต้องมีเมล็ดจำนวนมาก เพื่อให้มีบางส่วนสามารถเจริญ ดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้ เมล็ดกล้วยไม้จำนวนนับแสนหรือนับล้านเมล็ดเหล่านี้จะอัดแน่นอยู่ในฝัก เมื่อฝักแก่ และแตกออกจะมีเพียงไม่กี่เมล็ดที่จะปลิวและตกลงได้ในสถานที่เหมาะสมกับการงอกและเจริญเติบโตต่อไป

    เมล็ดกล้วยไม้ที่มีขนาดคล้ายแป้งหรือฝุ่นและมีจำนวนมากนี้ สามารถปลิวฟุ้งกระจายไปไกลด้วยลม แต่ภายในเมล็ดไม่มีอาหารสะสมสำหรับช่วยในการงอก จึงมีความสามารถในการงอกต่ำ ดังนั้นเมื่อปลิวไปแล้ว จึงต้องอาศัยแหล่งที่เมล็ดไปตกอยู่อย่างเหมาะสมจึงจะงอกได้ และเมื่อเริ่มงอกในเซลล์รากของต้นอ่อน ซึ่งมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก คือพวกไมคอร์ไรซา (mycorrhiza) อาศัยอยู่ จะช่วยทำหน้าที่ย่อยสลายอินทรีย์สาร ทำให้เกิด กระบวนการสร้างอาหารเพื่อใช้สำหรับการงอก และเจริญเติบโตต่อไปจนเป็นต้นสมบูรณ์ และอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพา
    อาศัย (symbiosis) ไปจนตลอดอายุขัยของกล้วยไม้นั้น
Last Updated ( Thursday, 17 December 2009 14:21 )

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกล้วยไม้

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกล้วยไม้



     ประเทศไทยนับเป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งยังคงอุดม สมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ของพืชในวงศ์กล้วยไม้ (Orchidaceae) จากรายงานพบว่าประเทศไทยเป็นแหล่งแพร่กระจายพันธุ์และมีความหลากหลายทางด้าน ชนิดพันธุ์ (species diversity) ของพืชในวงศ์กล้วยไม้จำนวนมากมาย
     พืชวงศ์กล้วยไม้พบได้ตั้งแต่ ระดับพื้นดิน (terrestrial orchids) ไปจนกระทั่งบนเรือนยอดของพุ่มไม้(epiphyte orchids)บนเทือกเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 2,500 เมตรขึ้นไป เช่น ดอยอินทนนท์ เป็นต้น ปัจจุบันพบกล้วยไม้พันธุ์แท้ (species) ที่มีแหล่งแพร่กระจายพันธุ์ในประเทศไทยมีจำนวนถึง 1,157 ชนิด ในสกุลที่ต่างกันถึง 176 สกุล และยังมีรายงานค้นพบชนิดใหม่เพิ่มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับได้ว่าประเทศไทยเป็นแหล่งที่มีความสำคัญทางด้านแหล่งพันธุกรรมของพืช ในวงศ์กล้วยไม้ประเทศหนึ่งของโลก
     ปัจจุบันปัญหา การนำกล้วยไม้ป่าออกมาจากป่าตามธรรมชาติเพื่อจำหน่ายหรือทำการค้าที่ผิด กฎหมาย (illegal trade) ทั้งในระดับท้องถิ่นภายในประเทศหรือลักลอบส่งออกไปยังต่างประเทศ ถือได้ว่าเป็นการลดจำนวนประชากรของกล้วยไม้ป่าในธรรมชาติโดยตรง จนถึงปัจจุบันการค้ากล้วยไม้ป่ายังมีอยู่อย่างต่อเนื่องและตลอดเวลา พบว่ามีปริมาณมากจนน่าตกใจ ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยมีการส่งออกกล้วยไม้ป่าออกนอกราชอาณาจักร จากสถิติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535-พ.ศ 2540 มากถึง 2,491,564 ต้น (สองล้านสี่แสนเก้าหมื่นกว่าต้น) ดูตารางที่ 1 นอกจากการนำกล้วยไม้ป่าออกจากป่าตามธรรมชาติเพื่อทำการค้าแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมากมายที่มีผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อมต่อจำนวนประชากรของกล้วยไม้ป่าใน บ้านเราลดลงอย่างเห็นได้ชัด กล้วยไม้บางชนิดที่พบเห็นอยู่มากมายในอดีต กลับกลายเป็นของหาพบยากในปัจจุบัน เช่น กล้วยไม้สกุลรองเท้านารี (Paphiopedilum spp.) บางชนิด เอื้องปากนกแก้ว (Dendrobium cruentum Rchb.f.) และฟ้ามุ่ย (Vanda coerulea Griff. ex Lindl.) เป็นต้น ที่ผ่านมากระแสการอนุรักษ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ได้รับความ สนใจจากนานาประเทศ ในปี พ.ศ. 2515 ประเทศสมาชิกสหภาพระหว่างประเทศเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (The International Union for the Conservation of Nature and Natural Resources หรือ IUCN) ได้มีการประชุมพิจารณาแนวทางในการควบคุมสัตว์ป่าและพืชป่าระหว่างประเทศขึ้น ณ ประเทศสวีเดน ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์สัตว์ป่าและพืชป่าขึ้นเป็นครั้งแรก ในโลกของการค้าเสรี ต่อมาในปี 2516 จึงได้มีการประชุมและยกร่างระบบ ระเบียบการควบคุมการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าขึ้น ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา เรียกว่า “อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญ พันธุ์ (The Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora หรือ CITES)” ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่า “อนุสัญญาไซเตส” ตามชื่อย่อของอนุสัญญาดังกล่าว ต่อมา เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 ประเทศสมาชิกได้ให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาฯ ครบ 10 ประเทศทำให้อนุสัญญาฯ นี้ เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ปัจจุบันมีสมาชิกหรือภาคีในอนุสัญญาไซเตส จำนวน 173 ประเทศ (กันยายน 2551)

A = Artificially Propagated (ได้มาจากการขยายพันธุ์เทียมโดยมนุษย์) 
W = Wild Collected (เก็บมาจากป่าตามธรรมชาติ)

     ประ เทศไทยมีกฎหมายภายในเพื่อควบคุมการค้าและอนุรักษ์กล้วยไม้ป่ามิให้สูญพันธุ์ จำนวนหลากหลายฉบับ แต่กฎหมายเหล่านั้นเป็นเพียงเครื่องมือส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ทำหน้าที่ควบคุม กำกับ ดูแล การค้ากล้วยไม้ป่าที่ผิดกฎหมาย การอนุรักษ์กล้วยไม้ป่าที่แท้จริงจึงเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการสร้างจิตสำนึกให้ทุกคนช่วยกันอนุรักษ์กล้วยไม้ป่าของประเทศไทยให้คง อยู่ให้อนุชนรุ่นต่อๆ ไปได้ใช้ประโยชน์สืบต่อไป

กฎหมายที่เกี่ยวกับการค้าและอนุรักษ์ พืชในวงศ์กล้วยไม้ 

ปัจจุบัน การค้าขายพืชในวงศ์กล้วยไม้ไม่ว่าท่านจะค้าขายภายในประเทศและส่งออกไปยัง ต่างประเทศปัจจุบันถูกควบคุมโดยกฎหมายภายในหลายฉบับ กฎหมายที่ผู้ประกอบกิจการที่เกี่ยวกับพืชในวงศ์กล้วยไม้ควรจะต้องรู้จักและ รับทราบ มีดังนี้คือ
1. กฎหมายว่าด้วยการอนุรักษ์
2. กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืช
3. กฎหมายว่าด้วยการควบคุมการนำเข้า ส่งออก นำผ่าน
4. กฎหมายว่าด้วยการกักกันพืช

กฎหมายว่าด้วยการอนุรักษ์
     กล้วยไม้ป่าทุกชนิด จัดเป็น “ของป่าหวงห้าม” ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดของป่า หวงห้าม พ.ศ. 2530 และพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 กฎหมายฉบับนี้ได้บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดเก็บหาของป่าหวงห้าม หรือทำอันตรายด้วยประการใดๆ แก่ของป่าหวงห้ามในป่า ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และต้องเสียค่าภาคหลวงกับทั้งต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในกฎกระทรวงหรือในการอ นุญาต (มาตรา 29) และผู้ใดนำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่ ต้องมีใบเบิกทางของพนักงานเจ้าหน้าที่กำกับไปด้วยตามข้อกำหนดในกฎกระทรวง (มาตรา 39) นอกจากนี้กฎหมายป่าไม้ยังได้บัญญัติไว้ว่า ห้ามมิให้ผู้ไดค้าหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่กำหนด ในราชกิจจานุเบกษา (มาตรา 29 ทวิ) สำหรับกล้วยไม้ป่าปริมาณที่กฎหมายอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองเพื่อใช้สอยใน ครัวเรือนแห่งตน คือ 20 ต้น บทกำหนดโทษของกฎหมายป่าไม้ คือ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 29 มาตรา 29ทวิ และมาตรา 39 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรพืชป่าไว้ในถิ่น เดิม (in situ conservation) อีกหลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 เป็นต้น

กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืช
     พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ได้กำหนดคำนิยาม (มาตรา 3) คำว่า พันธุ์พืชป่าและพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป ไว้ว่า “พันธุ์พืชป่า” หมายความว่า พันธุ์พืชที่มีหรือเคยมีอยู่ในประเทศตามสภาพธรรมชาติและยังมิได้นำมาใช้เพาะ ปลูกอย่างแพร่หลาย และ “พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป” หมายความว่า พันธุ์พืชที่กำเนิดภายในประเทศหรือมีอยู่ในประเทศ ซึ่งได้มีการใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย และให้หมายความรวมถึง พันธุ์พืชที่ไม่ใช่พันธุ์พืชใหม่ พันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นหรือพันธุ์พืชป่า และในมาตรา 52 ได้บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดเก็บ จัดหา หรือรวบรวมพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป พันธุ์พืชป่า หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพันธุ์พืชดังกล่าว เพื่อการปรับปรุงพันธุ์ ศึกษาทดลอง หรือวิจัยเพื่อประโยชน์ในทางการค้า จะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ โดยให้นำเงินรายได้ตามข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ส่งเข้ากองทุนคุ้มครองพันธุ์ พืช ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกระทรวง ในที่นี้กล้วยไม้ป่าหรือกล้วยไม้พันธุ์ปลูกที่มีแพร่หลายอยู่แล้วในประเทศ จะถูกควบคุมและคุ้มครองโดยกฎหมายฉบับนี้ กล่าวคือหากผู้ใดนำพันธุ์เหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อ ให้ได้พันธุ์ใหม่ๆ ขึ้นมาท่านจะต้องขออนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และทำข้อตกลงแบ่งปันผล ประโยชน์ให้รัฐก่อน เนื่องจากกฎหมายนี้เป็นกฎหมายบังคับ บทลงโทษได้กล่าวไว้ในมาตรา 66 ว่าผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 52 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในปัจจุบันทางภาครัฐกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาถึงความเหมาะสมในข้อกำหนด กฎเกณฑ์การแบ่งปันผลประโยชน์ให้รัฐ
     สำหรับ พันธุ์พืชใหม่ ปัจจุบันกล้วยไม้สกุลหวาย (Dendrobium) และสกุลแวนดา (Vanda) ที่เป็นพันธุ์พืชใหม่ มีลักษณะประจำพันธุ์แตกต่างจากพันธุ์อื่นๆ ชัดเจน มีลักษณะคงที่ ขยายพันธุ์แล้วสม่ำเสมอ ท่านสามารถนำไปยื่นขอจดทะเบียนเพื่อคุ้มครองสิทธิในพันธุ์นั้นๆ ได้ ณ กองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0 2-940 7214 ซึ่งสิทธิในการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ในพืชวงศ์กล้วยไม้ มีอายุ 12 ปี หลังจากที่ได้รับสิทธิแล้ว

กฎหมายว่าด้วยการควบคุมการนำเข้า ส่งออก นำผ่าน
     พืชในวงศ์กล้วยไม้ทุกชนิด จัดเป็น “พืชอนุรักษ์” ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพันธุ์พืช (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 กฎหมายฉบับแก้ไขเพิ่มเติมได้บัญญัติขึ้นมาเพื่อให้ครอบคลุมถึงการปฏิบัติงาน ตามพันธกรณีต่ออนุสัญญาไซเตส ที่ประเทศไทยได้เป็นสมาชิก ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น สาระสำคัญของพระราชบัญญัติพันธุ์พืช (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 (แก้ไขเพิ่มเติม) มีดังนี้คือ
     เพิ่ม เติมคำนิยามคำว่า พืชอนุรักษ์ โดยให้หมายถึงพืชในบัญชีแนบท้ายอนุสัญญาไซเตสซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา และกำหนดความหมายของคำว่า “การขยายพันธุ์เทียม” หมายความว่า การขยายพันธุ์ที่ไม่ใช่การขยายพันธุ์โดยธรรมชาติตามเกณฑ์และวิธีการที่ อธิบดีกำหนด (มาตรา 3)
     ห้าม มิให้ผู้ใดนำเข้า ส่งออก นำผ่านพืชอนุรักษ์และซากของพืชอนุรักษ์ เว้นแต่ได้รับหนังสืออนุญาตจากอธิบดีกรมวิชาการเกษตร หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย (มาตรา 29 ตรี)
     ผู้ ใดประสงค์จะขยายพันธุ์เทียมพืชอนุรักษ์เพื่อการค้าให้ยื่นคำขอเป็นหนังสือ เพื่อขอขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะเลี้ยงพืชอนุรักษ์ต่อกรมวิชาการเกษตร (มาตรา 29 จัตวา)
     บท ลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 29 ตรีและมาตรา 29 จัตวา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
     กฎหมาย ฉบับนี้เป็นกฎหมายบังคับ ควบคุมการนำเข้า ส่งออก นำผ่าน พืชอนุรักษ์ หรือซากของพืชอนุรักษ์ ซึ่งในที่นี้รวมถึงพืชในวงศ์กล้วยไม้ทุกชนิด ในปัจจุบันผู้ใดจะทำการนำเข้า ส่งออก หรือ นำผ่านพืชอนุรักษ์วงศ์กล้วยไม้ทุกชนิดหรือแม้กระทั่งซากไม่ว่าจะมี ชีวิตหรือซากที่ตายแล้วที่สามารถจำแนกออกได้ว่าเป็นพืชในวงศ์กล้วยไม้จะต้อง มีหนังสืออนุญาตไซเตส (CITES permit) กำกับสินค้าทุกครั้งถ้าไม่มีถือว่ามีความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ เช่นในกรณีที่จะส่งออกต้นกล้วยไม้ไปยังต่างประเทศ จะต้องขอหนังสืออนุญาตส่งออก (CITES export permit) จากกรมวิชาการเกษตร ก่อนทำการส่งออกดังนี้
     ในกรุงเทพมหานคร ยื่นแบบคำขอได้ที่ฝ่ายการค้าพืชตามอนุสัญญา กองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0 2940 5687
     ใน ต่างจังหวัดยื่นแบบคำขอได้ที่ ด่านตรวจพืชท่าอากาศยานเชียงใหม่ ด่านตรวจพืชท่าอากาศยานภูเก็ต ด่านตรวจพืชท่าอากาศยานหาดใหญ่ และด่านตรวจพืชเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
     ใน กรณีจะนำเข้าต้นกล้วยไม้เข้ามาในราชอาณาจักร จะต้องขอหนังสืออนุญาตนำเข้า (CITES import permit) ณ ด่านตรวจพืชทุกด่าน สังกัดกรมวิชาการเกษตรที่เปิดทำการเท่านั้น ที่สำคัญการขออนุญาตนำเข้าจะ ต้องแนบหลักฐานหนังสืออนุญาตไซเตสส่งออก (CITES Export permit) ของประเทศต้นทางฉบับจริงมาแสดงประกอบเป็นหลักฐานด้วย พนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะออกหนังสืออนุญาตนำเข้าและอนุญาตให้นำเข้าได้
     สำหรับ กรณีที่เป็นกล้วยไม้ลูกผสม (hybrid) ข้ามชนิด (intrageneric) และลูกผสมข้ามสกุล (intergeneric) ไม่ถือว่าเป็นพืชอนุรักษ์ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพันธุ์พืช (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 แต่เนื่องจากตามบทบัญญัติแห่งอนุสัญญาไซเตสถือว่ากล้วยไม้ลูกผสมทุกชนิดยัง อยู่ภายใต้การควบคุมของอนุสัญญา ทำให้ประเทศภาคีอนุสัญญาไซเตสบางประเทศยังมีการควบคุมกล้วยไม้ลูกผสมอยู่ ดังนั้นเวลาส่งออกกล้วยไม้ลูกผสมไปยังต่างประเทศยังต้องถือปฏิบัติเช่นเดียว กับกล้วยไม้พันธุ์แท้ทุกประการ (แต่ไม่เป็นการบังคับ) ซึ่งทางกรมวิชาการเกษตรได้บริการออกหนังสือรับรองการส่งออกพืชลูกผสมพืชใน บัญชีแนบท้ายอนุสัญญาไซเตสให้ โดยจะใช้แบบฟอร์มเดียวกันกับหนังสืออนุญาตส่งออกไซเตส เพียงแต่ระบุประเภทของหนังสืออนุญาตเป็นหนังสือรับรองประเภทอื่นๆ (Other certificate) แทน
     แต่ ปัจจุบันได้มีข้อยกเว้นเพิ่มเติม กล่าวคือ กล้วยไม้พันธุ์ลูกผสมที่ได้มาจากการขยายพันธุ์เทียม ในสกุล Cymbidium สกุล Dendrobium สกุล Phalaenopsis และสกุล Vanda ไม่ถือว่าเป็นพืชในบัญชีแนบท้ายอนุสัญญาไซเตส โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ คือ

1. ตัวอย่าง สินค้านั้นจะต้องบรรจุอยู่ในหีบห่อ ได้แก่ กล่องกระดาษ กล่องหรือลัง โดยบรรจุกล่องๆ ละ 20 ต้น หรือมากกว่าขึ้นไป และเป็นกล้วยไม้พันธุ์ลูกผสมชนิดเดียวกัน
2. ตัวอย่าง พืชในแต่ละกล่องจะต้องมีลักษณะที่ง่ายต่อการจำแนกออกได้ว่าเป็นตัวอย่างที่ มาจากการขยายพันธุ์เทียม แสดงลักษณะถึงความสม่ำเสมอและมีสภาพสมบูรณ์ และ
3. ตัวอย่างสินค้านั้น มีเอกสารกำกับ ได้แก่ ใบรายการแสดงสินค้า เป็นต้น ระบุสำแดงจำนวนต้นต่อชนิดกล้วยไม้พันธุ์ลูกผสมอย่างชัดเจน

และอีกกรณีหนึ่งคือ กล้วยไม้พันธุ์ลูกผสมที่ได้มาจากการขยายพันธุ์เทียม ในสกุลต่อไปนี้

1. สกุล Cymbidium (ลูกผสมต่างชนิดภายใต้สกุลเดียวกัน และลูกผสมข้ามสกุล)
2. สกุล Dendrobium (ลูกผสมต่างชนิดภายใต้สกุลเดียวกัน ประเภทประเภท nobile type และphalaenopsis type เท่านั้น)
3. สกุล Phalaenopsis (ลูกผสมต่างชนิดภายใต้สกุลเดียวกัน และลูกผสมข้ามสกุล)
4. สกุล Vanda (ลูกผสมต่างชนิดภายใต้สกุลเดียวกัน และลูกผสมข้ามสกุล)

ไม่ถือว่าจัดเป็นพืชภายใต้อนุสัญญาไซเตส ในเงื่อนไขดังต่อไปนี้ คือ

1. ตัวอย่างพืชเหล่านั้นค้าขายในลักษณะต้นพืชนั้นอยู่ในระยะการออกดอก ได้แก่ มีดอกบานให้เห็นอย่างน้อย 1 ดอก
2.. ตัวอย่างพืชเหล่านั้นอยู่ในกระบวนการพร้อมที่จะจำหน่ายปลีก ได้แก่ มีป้ายชื่อชัดเจนและบรรจุหีบห่อ เรียบร้อย
3. ตัวอย่าง พืชเหล่านั้นมีลักษณะการขยายพันธุ์เทียม บ่งบอกถึงลักษณะสะอาด ช่อดอกไม่ถูกทำลาย ระบบรากสมบูรณ์ ปกติ ไม่มีร่องรอยการถูกทำลาย มีลักษณะแตกต่างจากที่ได้มาจากป่า
4. ตัวอย่าง พืชนั้นปราศจากลักษณะที่เป็นของป่า ได้แก่ มีลักษณะถูกทำลายโดยแมลงศัตรูพืชหรือแมลงอื่นๆ ไม่มีเชื้อรา หรือสาหร่ายบนใบ หรือช่อดอก ราก ใบ หรือส่วนอื่นๆ ไม่มีร่องรอยความเสียหายที่เกิดจากการกระทำหรือวิธีการเก็บเกี่ยว และ
5. ตัวอย่าง พืชนั้น มีป้ายชื่อ หรือบรรจุหีบห่อ แสดงชื่อทางการค้า ประเทศต้นทางที่ขยายพันธุ์เทียม หรือในกรณีที่ทำการค้าระหว่างประเทศ กระบวนการจำหน่ายสินค้านั้น จะต้องมีป้ายบอกประเทศผู้ผลิต บรรจุหีบห่อ ป้ายชื่อพืช หรือมีรูปภาพประกอบ ทั้งนี้จะต้องดูออกได้ง่ายๆ ในกรณีที่ตัวอย่างพืชนั้นไม่อยู่ในเงื่อนไขดังกล่าวโดยสมบูรณ์ จะต้องมีหนังสืออนุญาตไซเตสกำกับมาด้วย

พืชอนุรักษ์ในวงศ์กล้วยไม้ตามกฎหมายฉบับนี้จัดแบ่งออกเป็น 2 บัญชี 
พืชอนุรักษ์ในวงศ์กล้วยไม้บัญชีที่ 1 ประกอบด้วยดังนี้
1. Aerangis ellisii                       เออแรงจิส เอลลิสซิไอ
2. Dendrobium cruentum            เดนโดรเบียม ครูเอนตัม (เอื้องปากนกแก้ว)
3. Laelia jongheana                    เลเลีย จองเกียนา
4. Laelia lobata                          เลเลีย โลบาตา
5. Paphiopedilum spp.                พาฟิโอเพดิลัม สปีชีส์(สกุลรองเท้านารีทุกชนิด)
6. Peristeria elata                      เพริสเตเรีย อีลาตา
7. Phragmipedium spp.               แพรกมิพีเดียม สปีชีส์
8. Renanthera imschootiana        รีแนนเธอรา อิมชูทเทียนา

     พืช อนุรักษ์ในวงศ์กล้วยไม้บัญชีที่ 1 ถ้าเก็บออกมาจากป่าตามธรรมชาติจะห้ามทำการค้าโดยเด็ดขาด ยกเว้นการศึกษาวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ก็จะถูกควบคุมโดยเข้มงวดทั้งประเทศผู้ส่งออกและประเทศผู้นำเข้า แต่ถ้าได้มาจากการขยายพันธุ์เทียมและมีการขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะเลี้ยง เพื่อการค้าไว้กับกรมวิชาการเกษตรแล้ว จะอนุญาตให้ทำการค้าได้
     สำหรับพืชอนุรักษ์บัญชีที่ 1 ในวงศ์นี้ ถ้าเป็นต้นอ่อนหรือที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในสภาพปลอดเชื้อไม่ว่า จะอยู่ในอาหารแข็งหรืออาหารเหลวซึ่งขนส่งในภาชนะบรรจุที่ปลอดเชื้อ ไม่ถือว่าเป็นพืชอนุรักษ์ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพันธุ์พืช (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 สามารถทำการค้าได้โดยเสรี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศปลายทาง เช่นกัน ผู้ส่งออกจะต้องตรวจสอบข้อมูล เงื่อนไขของประเทศผู้นำเข้าไว้ด้วย

พืชอนุรักษ์ในวงศ์กล้วยไม้บัญชีที่ 2 
หมายถึง พืชในวงศ์กล้วยไม้ทุกชนิด (ORCHIDACEAE spp.) นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในบัญชีที่ 1 และยกเว้นข้อต่อไปนี้กฎหมายฉบับนี้จะไม่ควบคุม ดังนี้
1. เมล็ด และละอองเกสร (รวมถึงละอองเกสรที่มีลักษณะเป็นกลุ่มก้อนหรือเป็นเมือก)
2. ต้นอ่อนหรือที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในสภาพปลอดเชื้อไม่ว่าจะอยู่ในอาหารแข็งหรืออาหารเหลว ขนส่งในภาชนะที่ปลอดเชื้อ
3. ไม้ตัดดอกที่ได้จากต้นที่ขยายพันธุ์เทียม และ
4. ผลและส่วนของชนิดนั้นที่ได้จากต้นที่เกิดการขยายพันธุ์เทียมของทุกชนิดในสกุลVanilla spp. (วานิลลา สปีชีส์) 

การขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะเลี้ยงกล้วยไม้พันธุ์แท้เพื่อการค้า
ผู้ใดประสงค์จะทำการขยายพันธุ์เทียม (artificially propagated) กล้วยไม้พันธุ์แท้ (species) ทุกชนิด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการค้า กฎหมายฉบับนี้บัญญัติให้ ต้องขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะเลี้ยงเพื่อการค้า กับกรมวิชาการเกษตร สาระสำคัญการขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะเลี้ยงพืชอนุรักษ์เพื่อการค้า คือ
1. ต้องแจ้งแหล่งที่มาของพ่อ-แม่พันธุ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย
2. ต้องคงจำนวนของพ่อ-แม่พันธุ์ ตลอดอายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนฯ ซึ่งมีอายุ 5 ปี และมีการต่ออายุใบสำคัญฯ
3. ต้องแจ้งวิธีการขยายพันธุ์เทียมให้ชัดเจน ได้แก่ เพาะเมล็ดหรือแบ่งกอ/แยกหน่อ หรือ ปั่นตา/เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นต้น
4. ต้องจัดทำรายงานปริมาณของต้นกล้วยไม้ที่มีการเปลี่ยนแปลงทุกๆ สิ้นปีปฏิทิน
5. ห้ามนำกล้วยไม้ป่า (ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย) มาปะปนในสถานที่เพาะเลี้ยงที่ขึ้นทะเบียนไว้
6. ต้องจัดระเบียบสถานที่เพาะเลี้ยงให้เป็นระเบียบ/เป็นสัดส่วน พร้อมที่จะได้รับตรวจสอบจากพนักงานเจ้าหน้าที่

สำหรับการขยายพันธุ์เทียม ตามกฎหมายจะต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์และข้อกำหนดตามประกาศกรมวิชาการเกษตร ดังต่อไปนี้
1. ต้องคงปริมาณของพ่อ-แม่พันธุ์ตลอดอายุการขึ้นทะเบียนใบสำคัญฯ
2. ต้องจัดการและควบคุมสภาพแวดล้อมเพื่อการผลิตพันธุ์ เช่น การให้น้ำ ให้ปุ๋ย การพรางแสง เป็นต้น

     กล้วย ไม้ป่าทุกชนิดปัจจุบันจะไม่อนุญาตให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ยกเว้นได้มาโดยถูกต้องตามกฎหมายป่าไม้เท่านั้น ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อสอบถามได้ที่ฝ่ายการค้าพืชตามอนุสัญญา กองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0 2940 5687





* ตรวจแบบคำขอนำเข้าพืชอนุรักษ์ (แบบ พ.พ. 13) และหลักฐานการนำเข้า เช่น CITES Export Permit,Phytosanitary Certificate, Certificate of Origin จากประเทศต้นทาง
หมายเหตุ ในกรณีขออนุญาตนำเข้าพืชอนุรักษ์และซากของพืชอนุรักษ์ ล่วงหน้า ให้ยื่นแบบคำขอ ณ กองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร เท่านั้น





กฎหมายว่าด้วยการกักกันพืช

     พืชในวงศ์ กล้วยไม้จัดเป็น “สิ่งกำกัด” ตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 ผู้ใดประสงค์จะนำเข้าสินค้าประเภทกล้วยไม้พันธุ์แท้และรวมถึงกล้วยไม้ลูกผสม ด้วย เช่น ไม้ขวด ต้น ตา กิ่ง หน่อ ไม้ตัดดอก หรือฝัก เป็นต้น จะต้องมีหนังสือรับรองปลอดศัตรูพืช (Phytosanitary Certificate) ฉบับจริงจากประเทศต้นทางกำกับมาด้วยและจะต้องแจ้งการนำเข้าทุกครั้ง ณ ด่านตรวจพืชและวัสดุการเกษตร ของกรมวิชาการเกษตร ทางพนักงานเจ้าหน้าที่กักกันพืชหรือนายตรวจพืชจะทำการกักและตรวจสอบศัตรูพืช เบื้องต้นเพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าเหล่านั้นปลอดจากโรคและศัตรูพืชทางด้าน กักกันพืช (Quarantine Pest) เสียก่อน จึงจะอนุญาตให้นำเข้าได้ ในกรณีที่นำเข้ากล้วยไม้เพื่อใช้ทำพันธุ์ปลูก สินค้ากล้วยไม้จะต้องถูกกักและตรวจสอบในขั้นละเอียด ณ สถานกักพืชก่อนประมาณ 7-15 วัน ถ้าหากไม่พบอาการโรคและศัตรูพืชใดๆ ทางพนักงานเจ้าหน้าที่กักพืชจึงจะอนุญาตให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรได้
     ในการส่งออกพืชในวงศ์กล้วยไม้ไปยังต่างประเทศ ไม่ว่าจะส่งออกในรูปใดๆ ได้แก่ ต้น (plant) หรือไม้ตัดดอก (cut flower) ปัจจุบันนอกจากจะมีกฎหมายควบคุมการนำเข้า ส่งออก แล้ว ยังมีกฎหมายและกฎระเบียบว่าด้วยการกักกันพืช (Plant Quarantine Regulation) และมาตรฐานสินค้าเกษตรเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย การส่งออกสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ประเทศปลายทางจะกำหนดให้มีใบรับรองปลอดศัตรู พืช (Phytosanitary Certificate) กำกับสินค้าไปด้วย บางประเทศจะเข้มงวดในการนำเข้าซึ่งบางครั้งจะต้องมีการตรวจรับรองพิเศษโดย ระบุข้อความในใบรับรองปลอดศัตรูพืช ผู้ส่งออกจึงควรติดต่อสอบถามไปยังประเทศที่ต้องการจะนำเข้าก่อนเป็นการล่วง หน้า เพื่อทราบเงื่อนไขต่างๆ ในการขออนุญาตนำเข้า (Import permit) ถ้าหากต้องการรายละเอียดหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่กลุ่มบริการส่งออกสินค้าเกษตร สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร บริเวณเกษตรกลางบางเขน กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 0 2579 1581, 0 2940 6466 หรือด่านตรวจพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตรได้ทุกด่านที่เปิดทำการ 
     สำหรับ การส่งออกสินค้าดอกกล้วยไม้ไปยังสหภาพยุโรป ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งสิ้นค้าออกไปนอกราชอาณาจักร (ฉบับที่ 93) พ.ศ. 2542 ได้กำหนดให้มีใบรับรองปลอดศัตรูพืช (Phytosanitary Certificate) จากกรมวิชาการเกษตรไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร โดยผู้ที่จะส่งออกดอกกล้วยไม้จะต้องยื่นขอจดทะเบียนเป็นผู้ส่งออกดอกกล้วย ไม้ออกไปนอกราชอาณาจักรต่อกรมวิชาการเกษตร ตามประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจดทะเบียนเป็นผู้ส่งดอกกล้วยไม้ไปนอกราชอาณาจักร ลงวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2542 ในการส่งออกนั้น ผู้ส่งออกจะต้องมีบัตรประจำตัวมาแสดงและ ติดป้ายหรือฉลากหรือประทับข้อความโดยระบุข้อความต่อไปนี้เป็นภาษาอังกฤษให้ ชัดเจนที่ภาชนะบรรจุ ดังนี้
1. ชื่อและหมายเลขทะเบียนผู้ส่งออก
2. ชื่อพืชและพันธุ์
3. ชั้นและจำนวนช่อหรือน้ำหนักของสินค้า
4. ประเทศผู้ผลิต
     นอก จากนี้ผู้ส่งออกจะต้องรายงานการส่งออกสิ้นค้าดังกล่าวให้กรมวิชาการเกษตร ทราบทุกๆ 30 วัน สำหรับการส่งออกเพื่อเป็นสินค้าตัวอย่าง หรือเพื่อใช้ส่วนตัว หรือการส่งออกโดยมิใช่เพื่อการค้า ซึ่งมีปริมาณไม่เกิน 5 กิโลกรัม สามารถส่งออกไปได้โดยไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรการที่กรมวิชาการเกษตรได้กำหนด ไว้

บทสรุป
     การ ประกอบการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับพืชในวงศ์กล้วยไม้ ได้แก่ ผู้ปลูกเลี้ยงหรือผู้ผลิต ผู้รวบรวม ผู้จำหน่ายปลีก ผู้จำหน่ายส่ง ผู้ส่งออก หรือแม้กระทั่งเป็นผู้ซื้อ ผู้บริโภคเอง ผู้ประกอบการเหล่านี้ควรจะต้องศึกษากฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับ กล้วยไม้ซึ่งมีอยู่มากมายหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายภายในประเทศ กฎหมายของต่างประเทศให้เข้าใจชัดเจน และปฏิบัติให้ถูกต้อง มิเช่นนั้นการกระทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจทำให้เกิดผลเสียต่อตัวของท่าน เอง เสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย และอาจได้รับโทษทางคดีอาญาด้วย โดยเฉพาะการผลิตกล้วยไม้เชิงธุรกิจ หรือเพื่อการค้า จะมีการศึกษาข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้เป็นการเบื้องต้นก่อน ทั้งเทคโนโลยีการผลิต การบรรจุหีบห่อ การขนส่ง การตลาด ประเด็นสำคัญก็คือ กฎ ระเบียบการนำเข้าส่งออก กฎหมายภายใน กฎหมายของประเทศคู่ค้า รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งนับวันจะมีข้อกำหนดต่างๆ ไว้มากมาย 
     ในอดีตที่ผ่านมาการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรกล้วยไม้ป่าในประเทศไทย มีการนำออกมาใช้ประโยชน์ กันอย่างมากมาย การซื้อและการขายกล้วยไม้ป่าเราไม่ควรสนับสนุน เห็นควรมีการส่งเสริมและการสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์กล้วยไม้ป่าโดยนำมา ใช้ประโยชน์แบบยั่งยืน (sustainable use) ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่าย ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งนี้เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรกล้วยไม้ป่าให้คงอยู่ในสภาพธรรมชาติตลอดไป

ประวัติกล้วยไม้

ประวัติกล้วยไม้
กล้วยไม้เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ในวงศ์ Orchidaceae เป็นไม้ตัดดอกยอดนิยม เนื่องจากมีลักษณะดอกและสีสันลวดลายสวยงาม เป็นไม้ตัดดอกที่มีอายุการใช้งานได้นาน กล้วยไม้เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญของไทย เพราะเป็นไม้ส่งออกขายต่างประเทศทำรายได้เข้าประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท มีการปลูกเลี้ยงอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผสมเกสร เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เลี้ยงลูกกล้วยไม้ เลี้ยงต้นกล้วยไม้จนกระทั่งให้ดอก ตัดดอกบรรจุหีบห่อและส่งออกเองอกเอง

แหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าที่สำคัญของโลกมี 2 แหล่งใหญ่ๆ ด้วยกันคือ ลาตินอเมริกา กับเอเชียแปซิฟิค สำหรับในลาตินอเมริกาเป็นอาณาบริเวณอเมริกากลางติดต่อกับเขตเหนือของอเมริกาใต้ ส่วนแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง จากการค้นพบประเทศไทยมีพันธุ์กล้วยไม้ป่าเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการเจริญงอกงามของกล้วยไม้มาก และกล้วยไม้ป่าที่ในพบในภูมิภาคแถบนี้มีลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แตกต่างจากกล้วยไม้ในภูมิภาคลาตินอเมริกา

วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ที่สุดของกล้วยไม้

ที่สุดของกล้วยไม้

     กล้วยไม้เป็นพืชที่อาจจะมีวิวัฒนาการที่หลากหลายและเร็วที่สุด เมื่อเทียบกับพืชดอกกลุ่มอื่นๆ และมันยังคงวิวัฒนาการต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ผลที่แสดงออกมาจากการวิวัฒนาการภายใต้การคัดสรรทางธรรมชาติ แสดงให้เห็นว่ามันมีความแตกต่างกันทางรูปร่างหน้าตา ลักษณะโครงสร้าง และรูปแบบการดำรงชีวิติที่แตกต่างกันไปแต่ละชนิด ที่มีมากกว่า 25,000 ชนิด ทั่วโลก

ใหญ่ที่สุด

     ในบรรดากล้วยไม้ที่เราคุ้นเคยมักเป็นต้นไม้ขนาดเล็กๆ เกาะอาศัยบนกิ่งไม้ หรือไม่ก็ขึ้นบนดิน มักมีความสูงไม่เกิน 1 เมตร ดังนั้นแชมป์แห่งความใหญ่ที่สุดจึงได้แก่ เพชรหึง หรือว่านหางช้าง ที่มีลำต้นยาวถึง 3 เมตร เวลาออกดอก แทงช่อดอกยาวถึง 2 เมตร ชื่อสามัญเรียกว่า ไทเกอร์ออร์คิด เพราะว่าดอกสีเหลืองมีลายจุดคล้ายเสือเป็นกล้วยไม้ที่พบในประเทศไทยในภาคตะวันออก และภาคใต้ แต่ปัจจุบันหาดูได้ยากมากในธรรมชาติ เนื่องจากการนำออกจากพื้นที่มากเกินไป และพื้นที่ป่าถูกทำลาย
เพชรหึง (Grammatophyllum speciosumกล้วยไม้ที่มีต้นใหญ่ที่สุดโลก

                                ดอกของเพชรหึง หรือไทเกอร์ออร์คิด มีลายคล้ายเสือ

เล็กที่สุด

      จากการบันทึกพบว่ากล้วยไม้ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก มีขนาดลำต้นประมาณ 1 มม. ได้แก่ กล้วยไม้สกุลสิงโตชาวออสเตรเลียน (Bulbophyllum minutissimum) แต่กล้วยไม้สกุลสิงโตชาวไทย คือ เอื้องไข่ปลาดุก หรือเอื้องหัวเข็มหมุด ของเราก็ติดอันดับเล็กที่สุด 1 ใน 3 ของโลก ในขณะนี้ ชื่อก็บ่งบอกลักษณะแล้วว่าเล็กเท่าหัวเข็มหมุด ค่อนข้างกลม ขนาด 1-3 มม. วางเรียงกันเหมือนไข่ปลา ออกดอกขนาดจิ๋วสีส้มแดง
 เจ้าแชมป์ที่เล็กที่สุดในเมืองไทยนี้พบในป่าดงดิบทางภาคใต้
   เอื้องไข่ปลาดุก หรือเอื้องหัวเข็มหมุด (Bulbophyllum moniliforme) หนึ่งในกล้วยไม้ที่เล็กที่สุดในโลก ลำลูกกล้วยแต่ละหัวมีขนาดเพียง
1-3 มิลลิเมตร ขนาดประมาณหัวเข็มหมุด

 

ใบยาวที่สุด

     หนวดพราหมณ์บอร์เนียว ที่แขวนไว้ ใบกลมคล้ายแท่งดินสอ ยาวประมาณ 1.5 เมตร เป็นกล้วยไม้ที่มีใบยาวที่สุด ที่ยาวได้ถึง  3 เมตร  แต่ว่าลำต้นของมันสั้นมาก   เป็นพันธุ์ไม้ที่พบเฉพาะบนเกาะบอร์เนียว   ต้นที่เกาะข้างๆ เป็นกล้วยไม้ที่อยู่ในสกุลเดียวกันกับหนวดพราหมณ์บอร์เนียว แต่คนละชนิด ที่กำลังออกดอก ลักษณะดอกที่ปรากฏ คล้ายกับดอกของฟาแลนอพซิส ซึ่งชื่อสกุลของมันคือ พาราฟาแลนอพซิส (Paraphaelanopsis) ก็แปลว่าเหมือนกับฟาแลนอพซิสนั่นเอง

เหม็นที่สุด

     การจัดอันดับที่สุดอีกประเภทหนึ่ง คือ เหม็นที่สุด ผู้ที่ได้แชมป์ได้ แก่ กล้วยไม้ในสกุลสิงโต จากเกาะปาปัวนิวกินี (Bulbophyllum phalaenopsis)      มันมีหัวค่อนข้างกลม    และมีใบแบน    ใหญ่    ยาวคล้ายลิ้น    ห้อยลง ในงานนี้เราเห็นแต่ต้นและภาพของดอกผมว่าดีเหมือนกันที่ไม่มีดอกมิฉะนั้นผู้ชมคงสลบล้มทั้งยืนแน่เพราะเราคงทนกลิ่นเหม็นที่คล้ายกับเนื้อเน่า  ที่อยู่ในห้องแอร์นั้นไม่ได้  แต่กลิ่นนี้เป็นที่โปรดปราณของแมลงวันป่า  กล้วยไม้ชนิดนี้จึงสร้างกลิ่นขึ้นมา   เพื่อล่อแมลงวันให้เขามา   เมื่อแมลงเข้ามาที่ดอกมันก็จะหาว่าเนื้อเน่านั้นอยู่ไหน   เพื่อจะหา แหล่งที่อยู่และอาหารให้หนอนน้อยของมัน แต่ก็ไม่เจอ  ในขณะที่ต้นอื่นที่กำลังมีดอก  ก็สร้างกลิ่นขึ้นมาเหมือนกัน เจ้าแมลงวันผู้หลงใหลกลิ่นเหม็นอย่างโงหัวไม่ขึ้น  แม้จะผิดหวังจากดอกที่แล้ว  ก็ยังไม่เข็ด  บินไปหาก้อนเนื้อเน่าจากดอกของอีกต้นหนึ่ง ระหว่างการค้นหา ตัวของมันจะไปชนกับเส้าเกสรของดอกกล้วยไม้ ทำให้พากลุ่มเกสรตัวผู้จากดอกหนึ่ง ไปยังอีกดอกหนึ่ง ในบ้านเรากล้วยไม้สกุลสิงโต (Bulbophyllumหลายชนิด จะมีกลิ่นเหม็นคล้ายเนื้อเน่าแบบนี้เช่นกัน เพื่อหลอกแมลงวันป่าให้มาช่วยผสมเกสร ดูซิ...หลอกได้แม้แมลงวันตัว
bulbophyllum-phalaenopsis

เดือยยาวที่สุด
     ส่วนโคนของกลีบปากที่ยืดยาวเป็นถุง  หรือ  ท่อเรียวยาว  เราเรียกว่า เดือย  (spur) เป็นส่วนที่มีน้ำหวาน ไว้เป็นรางวัลให้แมลงมาดูดกิน  ที่ช่วยถ่ายเกสรให้กับกล้วยไม้  เจ้ากล้วยไม้ดาวหาง  (Angraecum sesquipadale, Comet orchid, Star of Bethlehem)Comet orchid, Star of Bethlehem) ถือว่าเป็นกล้วยไม้ที่มีเดือยยาวที่สุด ดอกสีขาว บานแผ่คล้ายดูคล้ายดาว
ดาวหาง (Angraecum sesquipadale, Comet orchid, Star of Bethlehem) กล้วยไม้ที่มีเดือยยาวที่สุดในโลก ภายในมีน้ำหวาน คอยเป็นรางวัลให้ผีเสื้อกลางคืนที่มีงวงดูดน้ำหวานยาว ที่มาช่วยผสมเกสร
     

วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555

แมลงและศัตรูกล้วยไม้

 มด

          มด ความจริงแล้วมันก็ไม่ได้ทำอันตรายอะไรกับกล้วยไม้โดยตรง แต่มันจะคาบเอาเพลี้ยหอยและเพลี้ยแป้ง มาสู่ต้นกล้วยไม้ของเรา บางครั้งสำหรับกล้วยไม้ดินซึ่งนิยมใช้มะพร้าวสับเป็นเครื่องปลูก มดก็ชอบไปทำรังในกระถาง รบกวนระบบรากของกล้วยไม้ของเราจึงมีความจำเป็นต้องกำจัดมันซะ การกำจัดมดทำได้โดยใช้คาบาริล





เพลี้ยแป้ง (Mealy bug)

          เพลี้ยแป้งตัวเต็มวัยตัวเมียมีขนาดลำตัวยาวประมาณ 3 มม. สีเหลืองอ่อน ลักษณะอ้วนสั้นมีผงสีขาวปกคลุมลำตัว วางไข่เป็นกลุ่ม ๆ ละ 100-200 ฟองบนผล กิ่ง และใบ ตัวเมียหนึ่งตัวสามารถวางไข่ได้ 600-800 ฟอง ในเวลา 14 วัน ไข่จะฟักอยู่ในถุงใต้ท้องตัวเมียประมาณ 6 - 10 วัน จึงจะออกเป็นตัวอ่อน ตัวอ่อนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ ๆ มีสีเหลืองและไม่มีผงสีขาว จะคลานออกจากกลุ่มไข่หาที่เหมาะสมที่จะกินอยู่ ตัวเมียจะมีการลอกคราบจำนวน 3 ครั้ง ด้วยกันและไม่มีปีก ส่วนตัวผู้จะลอกคราบ 4 ครั้ง มีปีกและมีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย ตัวเมียจะวางไข่ภายหลังจากการลอกคราบครั้งที่ 3 ภายในเวลา 1 ปี เพลี้ยแป้งสามารถขยายพันธุ์ได้ 2 - 3 รุ่น ในระยะที่ไม่มีพืชอาหารหลัก เพลี้ยแป้งจะอาศัยอยู่ใต้ดินตามรากพืช เช่น รากหญ้าแห้วหมู โดยมีมดซึ่งอาศัยกินสิ่งขับถ่ายของเพลี้ยแป้งเป็นพาหะนำไป

ไรแดง หรือ แมงมุมแดง

        ไรแดง (Red mite) ชื่อวิทยาศาสตร์ 1. Oligonychus sp. 2. Tetranychus sp. รูปร่างลักษณะและชีวประวัติ ไรแดงเป็นไรที่มีขนาดโตกว่าไรศัตรูพืชในวงศ์อื่น ๆ มองเห็นด้วยตาเปล่าเป็นจุดเล็ก ๆ สีแดง เคลื่อนไหวไปมาบนใบพืช เมื่อโตเต็มวัยมีขนาดเล็กกว่าหัวเข็มหมุดเล็กน้อย ตัวเมียขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ ลำตัวอ้วนกลม

หอยทาก


     หอยตระกูลหอยทากมีอยู่หลายชนิดที่เป็นศัตรูสำคัญของชาวกล้วยไม้ พวกนี้มักจะหลบซ่อนตัวอยู่ในเครื่องปลูกที่ชื้นๆ หรือที่ที่มีความชื้นสูงๆ มีทั้งขนาดเล็กจิ๋ว จนถึงขนาดใหญ่ 


จะออกมาทำลายกล้วยไม้ช่วงหลังฝน หรือกลางคืนที่มีอากาศชื้น พอแดดออกก็จะหลบไปหาที่ชื้นๆอยู่ 
มันกินทั้งราก ตาดอก ตาหน่อ ใบ ดอก แถมปราบยากอีกต่างหาก 

แพร่พันธุ์ได้เร็วมาก ผู้ส่งออกต้นกล้วยไม้กลัวนักกลัวหนา เพราะถ้าตรวจพบแม้แต่เพียงตัวเดียว ด่านกักกันพืชปลายทางจะเผาทิ้งทั้งล็อต 




 








วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

การปลูกกล้วยไม้











อุปกรณ์ในการปลูกกล้วยไม้ วัสดุที่ใส่ลงไปในภาชนะที่ใช้ปลูกกล้วยไม้ เป็นที่เก็บอาหาร เก็บความชื้น หรือปุ๋ยของกล้วยไม้ และเพื่อให้รากของกล้วยไม้เกาะ ลำต้นจะได้ตั้งอยู่ได้ เครื่องปลูกที่เหมาะสมกับลักษณะการเจริญเติบโตของรากกล้วยไม้จะทำให้กล้วยไม้เจริญเติบโตได้ดีและแข็งแรง เครื่องปลูกที่นิยมใช้มีดังนี้




         ออสมันด้า เป็นเครื่องปลูกที่ได้มาจากรากของเฟิร์น ลักษณะเป็นเส้นยาว สีน้ำตาลจนเกือบดำ ค่อนข้างแข็ง ก่อนที่จะใช้ต้องล้างให้สะอาด แล้วจึงอัดตามยาวลงไปในกระถาง ก่อนที่จะอัดลงในกระถางควรรองก้นกระถางด้วยกระเบื้องแตกหรือถ่านประมาณครึ่งหนึ่งของกระถาง เพื่อให้ระบายน้ำได้สะดวกไม่ควรอัดออสมันด้าให้เต็มกระถาง ก่อนใช้ควรแช่น้ำหรือต้มเพื่อฆ่าเชื้อราเสียก่อน ออสมันด้าเป็นเครื่องปลูกที่ดี แต่ราคาค่อนข้างสูง สามารถเลี้ยงกล้วยไม้ได้เจริญงอกงามสม่ำเสมอ มีอายุการใช้งาน 2–3 ปี แต่มีข้อเสีย คือ มีตะไคร่น้ำขึ้นหน้าเครื่องปลูก และเกิดเชื้อราง่าย ออสมันด้าใช้ปลูกกล้วยไม้แบบรากกึ่งอากาศ เช่น กล้วยไม้สกุลหวาย สกุลคัทลียา

  • กาบมะพร้าว
                เป็นเครื่องปลูกที่นิยมใช้ปลูกกล้วยไม้มาก เพราะหาง่าย ราคาถูก เหมาะที่จะใช้อัดลงในกระถางดินเผาสำหรับใช้ปลูกกล้วยไม้รากกึ่งอากาศเช่น กล้วยไม้สกุลหวาย สกุลคัทลียา วิธีทำคือใช้กาบมะพร้าวแห้งที่แก่จัดและมีเปลือก อัดตามยาวให้แน่นลงในกระถาง ตัดหน้าให้เรียบ แล้วใช้แปรงลวดปัดหน้าให้เป็นขน เพื่อให้ดูดซับน้ำดีขึ้น เครื่องปลูกกาบมะพร้าวเป็นเครื่องปลูกที่ได้ความชื้นสูง เหมาะสำหรับกล้วยไม้ปลูกใหม่ เพราะจะทำให้ตั้งตัวเร็ว จึงทำให้กล้วยไม้เจริญงอกงามเร็วกว่าปลูกด้วยเครื่องปลูกชนิดอื่นๆ แต่มีข้อเสียคือมีอายุการใช้งานได้ไม่นาน คือมีอายุใช้งานได้เพียงปีเดียวเครื่องปลูกก็ผุ ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือเกิดตะไคร่น้ำได้ง่าย เนื่องจากกาบมะพร้าวอมความชื้นไว้ได้มาก จึงควรรดน้ำให้น้อยกว่าเครื่องปลูกชนิดอื่น




  • ถ่าน
                 ถ่านไม้จัดเป็นเครื่องปลูกกล้วยไม้ที่ดีชนิดหนึ่ง เพราะหาง่าย ราคาไม่แพง คงทนถาวร ไม่เน่าเปื่อยผุพังง่ายและดูดอมน้ำได้ดีพอเหมาะไม่ชื้นแฉะเกินไป ยังช่วยดูดกลิ่นที่เน่าเสียและทำให้อากาศบริสุทธ์อีกด้วย แต่มีข้อเสียคือมักจะมีเชื้อราอยู่ ในการใช้ถ่านเป็นเครื่องปลูกกล้วยไม้ ถ้าเป็นกล้วยไม้ที่มีระบบรากแบบรากกึ่งอากาศ เช่น กล้วยไม้สกุลหวาย สกุลแคทลียา ควรใช้ถ่านป่นซึ่งเป็นก้อนเล็กๆ ผสมกับอิฐ หรือใช้อิฐหักรองก้นกระถางประมาณครึ่งกระถาง แล้วใช้ถ่านป่นใส่ทับข้างบนจนเต็มหรือเกือบเต็มกระถาง จากนั้นจึงเอากล้วยไม้ปลูกโดยวางทับไว้บนถ่านอีกชั้นหนึ่ง สำหรับถ่านที่ใช้ปลูกกล้วยไม้ที่มีระบบรากแบบรากอากาศ เช่น กล้วยไม้สกุลแวนด้า สกุลเข็ม สกุลกุหลาบ ถ้าเป็นกล้วยไม้ขนาดเล็กหรือยังเป็นลูกกล้วยไม้อยู่ เช่น มีขนาดสูงไม่เกิน 3 นิ้ว ควรใส่ถ่านก้อนเล็กๆ หรือใส่ถ่านป่นไว้บ้างพอสมควร แต่ถ้าเป็นกล้วยไม้ที่มีขนาดโดแล้วควรใส่ก้อนใหญ่ๆ ไว้ประมาณ 5-10 ก้อน เพื่อช่วยอุ้มความชุ่มชื้นไว้ให้กล้วยไม้ การที่ใส่ถ่านก้อนโตๆ จำนวนเล็กน้อยในการปลูกกล้วยไม้ที่มีระบบรากแบบรากอากาศก็เพื่อต้องการให้บริเวณภายในกระถางมีช่องว่างมากๆ และโปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก ซึ่งเหมาะแก่ความต้องการหรือความเจริญเติบโตของกล้วยไม้ที่มีระบบรากอากาศ
  • ทรายหยาบและหินเกล็ด
                 การปลูกกล้วยไม้ที่มีระบบรากกึ่งอากาศโดยเฉพาะพวกสกุลหวาย มักใช้ทรายหยาบและหินเกล็ดที่ล้างสะอาดแล้วเป็นเครื่องปลูก โดยก้นกระถางใส่อิฐหักหรือหรือถ่านป่นไว้ ส่วนด้านบนใช้ทรายหยาบโรยหนาประมาณ 1 นิ้ว แล้วโรยทับด้วยหินเกล็ดหนาประมาณครึ่งนิ้ว จากนั้นจึงนำหน่อกล้วยไม้ที่แยกจากกอเดิมไปปลูกวางไว้บนหินเกล็ด แล้วมัดติดกับหลักเพื่อยึดไม่ให้ล้มจนกว่ากล้วยไม้ที่ปลูกใหม่นี้มีรากยึดเครื่องปลูกและตั้งตัวได้
  • อิฐหักและกระถางดินเผาแตก
                อิฐหัก อิฐดินเผา และกระถางดินเผาแตก ใช้เป็นเครื่องปลูกรองก้นกระถางสำหรับปลูกกล้วยไม้ที่มีระบบรากกึ่งอากาศ โดยมีออสมันด้า กาบมะพร้าว ถ่านป่น อย่างใดอย่างหนึ่งอัดหรือโรยไว้ข้างบน เพื่อให้ด้านล่างของกระถางหรือภาชนะปลูกโปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวกและเป็นการช่วยในการระบายน้ำในกระถางได้ดีขึ้น


 วิธีการปลูก
  • การล้างลูกกล้วยไม้
             คือการล้างลูกกล้วยไม้จากการเพาะเนื้อเยื่อออกจากขวดเพาะแล้วล้างให้หมดเศษวุ้นอาหาร นำจุ่มลงในน้ำยานาตริฟินในอัตราส่วนน้ำยา 1 ส่วนต่อน้ำสะอาด 2,000 ส่วน แล้วนำไปผึ่งให้แห้งในที่ร่ม แยกลูกกล้วยไม้ออกเป็น 2 ขนาด คือ ขนาดเล็กกับขนาดใหญ่พอจะปลูกลงในกระถางนิ้ว
  • การปลูกลูกกล้วยไม้ขนาดเล็ก
              ลูกกล้วยไม้ขนาดเล็กให้ปลูกในกระถางหมู่หรือกระถางดินเผาทรงสูงขนาด 4-6 นิ้ว รองก้นกระถางด้วยถ่านขนาดประมาณ 1 นิ้ว สูงจนเกือบถึงขอบล่างของกระถาง แล้วโรยทับด้วยออสมันด้าหนาประมาณ 1 นิ้ว ให้ระดับออสมันด้าต่ำกว่าขอบกระถางประมาณครึ่งนิ้ว ใช้มือข้างหนึ่งจับไม้กลมๆ เจาะผิวหน้าออสมันด้าในกระถางให้เป็นรูลึกและกว้างพอสมควร ใช้มืออีกข้างหนึ่งจับปากคีบ คีบลูกกล้วยเบาๆ เอารากหย่อนลงไปในรูที่เจาะไว้ ให้ยอดตั้งตรง แล้วกลบออสมันด้าลงไปในรูให้ทับรากจนเรียบร้อย ควรจัดระยะห่างระหว่างต้นให้พอดี กระถางหมู่ขนาดปากกว้าง 4 นิ้ว ปลูกลูกกล้วยไม้ได้ประมาณ 40-50 ต้น
  • การปลูกลูกกล้วยไม้ขนาดใหญ่
              ลูกกล้วยไม้ที่ต้นใหญ่ให้ปลูกในกระถางขนาด 1 นิ้ว ใช้ไม้แข็งๆ ค่อยๆ แคะออสมันด้าในกระถางตามแนวตั้งออกมาใช้นิ้วมือรัดเส้นออสมันด้าให้คงเป็นรูปตามเดิม ค่อยๆ แบะออสมันด้าให้แผ่บนฝ่ามือ หยิบลูกกล้วยไม้มาวางทับ ให้โคนต้นอยู่ในระดับผิวหน้าตัดของออสมันด้าพอดี หรือต่ำกว่าเล็กน้อย แล้วรวบออสมันด้าเข้าด้วยกัน นำกลับไปใส่กระถางตามเดิม เสร็จแล้วนำเข้าไปเก็บไว้ในเรือนเลี้ยงลูกกล้วยไม้ สำหรับลูกกล้วยไม้ขนาดเล็กที่อยู่ในกระถางหมู่มาเป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือนขึ้นไป มีลำต้นใหญ่แข็งแรงพอสมควรแล้วควรย้ายไปปลูกลงในกระถางนิ้ว โดยนำกระถางหมู่ไปแช่น้ำประมาณ 10 นาที ค่อยๆ แกะรากที่จับกระถางและเครื่องปลูกออก แยกเป็นต้นๆ นำไปปลูกลงในกระถางนิ้วเช่นเดียวกัน
  • การปลูกลงในกระเช้า
             เมื่อลูกกล้วยไม้ในกระถางนิ้วมีรากเจริญแข็งแรงดี มีใบยาวประมาณข้างละ 2 นิ้ว ซึ่งจะใช้เวลาในการปลูกประมาณ 6-7 เดือน ก็นำไปลงปลูกในกระเช้าไม้ขนาด 3-5 นิ้ว ด้วยการนำกระถางนิ้วไปแช่น้ำประมาณ 5-10 นาที เพื่อให้แกะออกจากกระถางได้ง่าย ใช้นิ้วดันที่รูก้นกระถาง ทั้งต้นและออสมันด้าจะหลุดออกมา มือข้างหนึ่งจับออสมันด้าและลูกกล้วยไม้วางลงตรงกลางกระเช้าที่เตรียมไว้ มืออีกข้างหนึ่งหยิบก้อนถ่านไม้ขนาดพอเหมาะใส่ลงไปในช่องระหว่างออสมันด้ากับผนังของกระเช้าให้พยุงลำต้นได้ นำไปแขวนไว้ในเรือนกล้วยไม้
  • การย้ายภาชนะปลูก
             เมื่อลูกกล้วยไม้มีใบยาว 4-5 นิ้ว ควรจะย้ายไปปลูกในกระเช้าไม้ขนาด 8-10 นิ้ว โดยสวมกระเช้าเดิมลงไปในกระเช้าใหม่เพื่อมิให้รากกระทบกระเทือน ใช้ก้อนถ่านไม้ก้อนใหญ่ๆ วางเกยกันโปร่งๆ หรือจะไม่ใช้เลยก็ได้ เนื่องจากกล้วยไม้ไม่ต้องการเครื่องปลูกที่แน่นและชื้นแฉะเป็นเวลานานๆ ถ้าไม่ต้องการสวมกระเช้าเดิมลงไปก็นำกระเช้าเดิมไปแช่น้ำก่อน เพื่อให้แกะรากที่จับติดกระเช้าออกได้ง่าย นำต้นที่แกะออกแล้ววางตรงกลางกระเช้า ให้ยอดตั้งตรง มัดรากบางรากให้ติดกับซี่พื้นด้านข้างของกระเช้า
  • การตกแต่งกล้วยไม้ต้นใหญ่ก่อนปลูก
                สำหรับกล้วยไม้ลำต้นใหญ่ที่ได้มาจากที่อื่นหรือจากการแยกหน่อ จะต้องตัดรากและใบที่เน่าหรือเป็นแผลใหญ่ๆ ทิ้งเสียก่อน รากบางส่วนที่ยังดีแต่ยาวเกินไป อาจตัดให้สั้นจนเกือบถึงโคนต้น แล้วทาแผลที่ตัดทุกแผลด้วยปูนแดงหรือยาป้องกันโรค เช่น ออร์โธไซด์ 50 ผสมน้ำให้เละมากๆ นำต้นกล้วยไม้ลงปลูกในกระเช้าไม้ซึ่งมีขนาดเหมาะสมกับลำต้น
            นอกจากนั้นยังอาจนำกล้วยไม้ต้นใหญ่ไปผูกติดกับท่อนไม้หรือกระเช้าสีดา ให้บริเวณโคนต้นติดอยู่กับภาชนะปลูก ส่วนยอดอาจตั้งตรงทาบขึ้นไปหรือลำต้นโน้มไปข้างหน้าและส่วนยอดเงยขึ้น มัดลำต้นตรงบริเวณเหนือโคนต้นขึ้นไปเล็กน้อยให้ติดกับภาชนะปลูกด้วยเชือกฟางหรือลวด 1-2 จุดและมัดรากใหญ่ๆ ให้ติดกับภาชนะปลูกอีก 1-2 จุด เพื่อให้ติดแน่น อาจใช้กาบมะพร้าวกาบอ่อนชุบน้ำให้ชุ่ม มัดหุ้มบางๆ รอบโคนต้นกล้วยไม้เหนือบริเวณที่เกิดรากเล็กน้อยกับท่อนไม้ก็ได้ และนำท่อนไม้หรือกระเช้าสีดาไปแขวนบนราวเมื่อเกิดรากใหม่เกาะติดภาชนะปลูกดีแล้ว จึงตัดเชือกฟางหรือลวดออก